วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2558

learning log 6 นอกห้องเรียน

Learning  log  6  (นอกห้องเรียน)
                หนังสือพิมพ์เป็นแหล่งข่าวแหล่งข้อมูลให้เราได้รอบรู้เรื่องต่างๆภายในประเทศและนอกประเทศ  ไม่ว่าจะเป็นด้านใด  และในยุปัจจุบันเราก็ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อหนังสือพิมพ์  เพราะเราสามารถใช้สื่อ  IT  ที่มีเข้ามามีส่วนร่วมในการเสพข้อมูลข่าวสารและการอ่านหนังสือพิมพ์แบบเดิมๆ  อ่านธรรมดาถ้าเราได้อ่านหนังสือพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษเราก็จะได้ฝึกทักษะทางภาษาอังกฤษได้อีกด้วย  และได้คำศัพท์อีกมากมาย
                การอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของผมครั้งแรกๆก็จะใช้เวลานานมากจริงๆ  และตอนหลังๆก็ใช้เวลาน้อยลง  ในการอ่านของผมมักจะเปิดอ่านพร้อม  dictionary  online  ด้วย  เพราะจะต้องแปลคำศัพท์ที่เราไม่รู้  ดังวันนี้ผมได้อ่านหนังสือพิมพ์  The  Nation  จากเว็บไซต์  www.nationmultimedia.com/breakingnows/Thailand-fishing-compliance-over-80-compleled-30268773.html  เรื่องการปฏิบัติตามกฎของการประมงของไทยกว่า  80  เปอร์เซ็นต์  เสร็จสมบูรณ์สามารถสรุปได้ดังนี้
                ประเทศไทยได้ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องการทำประมงของไทยสมบูรณ์กว่า  80  เปอร์เซ็นต์แล้ว  เพื่อให้สอดคล้องกับสหภาพยุโรปเกี่ยวกับการทำประมงแบบผิดกฎหมาย  ประเทศไทยได้แก้กฎหมายเกี่ยวข้องกับการคำนึงกึ่งคู่ค้า  คือ  กฎระเบียบการนำเข้าและเงื่อนไขการตรวจสอบย้อนกลับ  บทลงโทษมีความรุนแรง  เพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดทำผิดกฎหมาย
                เรือประมงของไทยทุกลำจะต้องเก็บข้อมูลเข้าสู่ระบบอย่างถูกกฎหมาย  และกำกับดูแลภายใต้กฎหมายอย่างเป็นทางการ  ผู้ตรวจสอบของสหภาพยุโรปทางทะเลตรวจสอบความคืบหน้าในการปฏิบัติ  หลังจากได้รับใบเหลืองภัยคุกคามและสั่งห้ามนำเข้าสินค้าทะเลจากประเทศไทย
                และอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่อง  ค้ำประกันเงินกู้เพื่อการลงทุนพลังงานจากแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นจากเว็บไซต์เดียวกัน  สามารถสรุปได้ดังนี้  ธนาคารกสิกรไทยขยายการรับประกันกู้เงิน  1.6  แสนล้านบาทจากธนาคารโตเกียวดาว  ให้กับบริษัทไทยไทยพรีเมียร์โซลุชัน  ซึ่งมีโครงการ  10  โครงการเกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น
                ทางธนาคารกสิกรไทยกล่าวว่าเป็นครั้งแรกของการรับประกันเครดิตระหว่างประเทศ  เมื่อญี่ปุ่นต้องการเร่งการใช้พลังงานทดแทนในกลุ่มเป้าหมายร้อยละ  20  และแบ่งพลังงานทดแทนส่งออกทั้งหมดได้ในปี  2020  ซึ่งคาดว่าจะเหมาะกับทุกคนและสะดวก  จึงสนับสนุนการลงทุนดังกล่าว

                สำหรับตัวของผมผมคิดว่าการอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ  เราได้มากกว่าความรู้นั่นคือ  ทักษะต่างๆ  เช่นการพูด,  การแปล  และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ  และเป็นการพัฒนาทักษะทางภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี  การอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษบ่อยๆจะทำให้เรามีคลังคำศัพท์มากมาย  เพื่อจะสามารถนำไปประยุกต์ในรายวิชานั้นๆและประยุกต์ใช้ได้จริง

learning log 6 ในห้องเรียน

Learning  Log 6 (ในห้องเรียน)
                ในการสร้างประโยคแต่ละครั้งไม่ใช่ว่าเราต้องการจะสร้างแล้วสร้างได้เลย  แต่เราจะต้องพิจารณาหลายๆองค์ประกอบ  เช่น  Tense  หรือรูปแบบประโยค  การที่จะสร้างประโยคได้  ต้องเริ่มจากการรู้คำศัพท์  (Word) แล้วขยับมาเป็นวลี  Phrase  ต่อมาก็เพิ่มเป็น  อนุประโยค  Clause  และสุดท้ายก็เลื่อนขั้นไปเป็นระดับประโยค  ประโยคแต่ละประโยคอาจมีความสั้นยาวที่ต่างกัน  ขึ้นอยู่กับความต้องการของเราว่า  ต้องการเน้นหรือขยายอะไรอย่างไร  โดยการใช้  Clause  หรือ  Phrase  เข้ามาช่วย
                จากการเรียนในห้องเรียน  คือ  เขียนเรื่อง  การทำ  Adjective  Clause  เป็น  Adjective  Phrase  หรือการลดรูป  ซึ่งมีความสอดคล้องที่จะต้องนำไปประยุกต์ใช้ในรายวาการแปล  เพื่อจะทำงานแปลให้มีคุณภาพและได้รายละเอียดครบถ้วนตามต้นฉบับ  บางคนอาจไม่เข้าใจการลดรูปของ  Adjective  Clause  จึงทำให้เวลาที่แปลงาน  ผลงานอาจะออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร  โดยก่อนจะเริ่มลดรูปของ  Adjective  Clause  เป็น  Adjective  Phrase  ผมจะเริ่ม (ถ่ายมาไม่ครบ)
                Adjective  Clause  คือ   Subordinate  Clause  ที่ทำหน้าที่  เหมือนกับคำ  Adjective    ที่ขยายคำนามและสรรพนาม  บางครั้งอาจเรียก  Relative  Clause  โดยจะใช้  คำ  Relative  Pronoun  มาเชื่อมประโยค  Subordinate  Clause  เข้ากับ  ประโยค  Main  Clause  โดยใช้  Who  ,  Whom  ,  Whose  ,  That  กับคน  และใช้  Adjective  Clause  ขยายคำนามหรือสรรพนามใด  ให้วางประโยค  Relative  Clause  ไว้หลังประโยคนั้นทันที  และใช้ Relative  Pronoun  แทนคำนามหรือคำสรรพนาม  ในประโยคโดยตัดคำนามหรือสรรพนามที่ใช้แทนออกไป  เช่น  John  married  a  women  who  works  in  his  office.
                Adjective  Clause    สามารถแบ่งออกได้เป็น  2  ชนิด  คือ  ชนิดแรกคือ  Defining  relative  clause  หรือ  Restrictive  clause  ซึ่งจะทำหน้าที่ขยายคำนาม  หรือ สรรพนามที่เป็น  head  word  ของประโยค  Main  Clause  โดยไม่ใส่  Comma (,)  เพราะถ้าตัดออกจะทำให้ความหมายของประโยคหลักไม่สมบูรณ์  และอีกชนิดคือ  Non- Defining  relative  clause  หรือ  Nonrestrictive  clause  จะวางไว้หลังคำนาม  หรือสรรพนามหลักของประโยค  Main  Clause  ซึ่งคำนามนั้นมีความหมายสมบูรณ์ในตัวของมันเองอยู่แล้ว  ดังนั้น  จะใส่  Comma (,)  คั้นกลางคำนามหลักเพื่อเป็นการเพิ่มข้อมูลของคำนามหลักเท่านั้น
                ส่วน  Adjective  Phrase  หรือ  คำคุณศัพท์วลี  ทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์  หรือ  Adjective  เพื่ออธิบายหรือขยายลักษณะของคำนามหรือคำสรรพนามใช้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ส่วนตำแหน่งการวาง  อาจอยู่ก่อนคำนาม  หรืออยู่หลังคำนาม  หรืออาจทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็ม  ของ  Linking  Verb  หรือ  ส่วนเติมเต็มของกรรม  และบางครั้งที่เราเห็นเป็น  Adjective  Phrase    อาจมาจาก  Adjective  Clause  โดยการลดรูป
                การลกรูปของ  Adjective  Clause  ใช้เป็น  Adjective  Phrase    สามารถทำได้  2  วิธี  คือ  วิธีแรก  การเอาประธาน  เช่น  Which  ,  that  หรือ  Who    และ  Verb  to  be  เช่น  The  books  , which  are  lost  ,  are  not  really  necessary.  เป็น  The  books  lost  are  not  really  necessary. และอีกวิธีหนึ่งคือ  การเอาประธานออกแล้วเปลี่ยนกริยาแก้เป็น  V.ing  เช่น  Something  that  smells  bad  may  be  roften.  เป็น  Something  smelling  bad  may  be  roften.
                ดังนั้น  การที่เราจะแปลผลงานให้มีคุณภาพดี  เราจะต้องถอดข้อมูลออกมาให้ครบสมบูรณ์จากต้นฉบับ  และต้องเป็นคนที่ละเอียดอ่อน  และช่างสังเกตเหมือน เช่น  การลดรูป  ของ  Adjective  Clause  เป็น  Adjective  Phrase    เราจะต้องแปลออกมาทั้งหมดไม่ใช้แปลเฉพาะรูปที่ย่อมาแล้วซึ่งไม่ใช่แค่เราจะได้ฝึกแต่เพียงทักษะภาษาอังกฤษแต่เรายังได้ฝึกฝนการคิดการพิจารณา  ซึ่งสามารถบูรณาการกันอย่างสมบูรณ์






learning log 5 นอกห้องเรียน

Learning  log  5  (นอกห้องเรียน)
                ในสมัย  5-10  ปีก่อนหน้านี้  การอ่านหนังสือที่ใช้ภาษาอังกฤษหรือแม้แต่คำสั้นๆคำเดียวอาจเป็นปัญหาสำหรับเด็กไทยเป็นอย่างมาก  แต่สิ่งที่จะช่วยเด็กได้ดีที่สุดในช่วงนั้นก็คือ  dictionary  แต่มีราคาสูงและมีขนาดที่ใหญ่ในการค้นหาก็ใช่เวลานานอาจเป็นเหตุผลที่เมื่อเด็กเห็นภาษาแล้วมองข้ามมันไป  เพราะใช้เวลาและยุ่งยากกว่าจะหาคำศัพท์เจอ  ต่อมาได้มีคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการช่วยแปลคำศัพท์ใช้เวลาน้อยลง  แต่อักษรขนาดที่ไม่สามารถพกพาได้จึงเป็นขีดจำกัดในการหาความรู้
                ต่อมาในปัจจุบันเทคโนโลยีมีความทันสมัยและก้าวไกลการเรียนรู้  จึงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาด้วย  ผมมีภาระงานในรายวิชาหนึ่งที่จะต้องหาคำแปลและคำที่มีบริบทใกล้เคียงกัน  ผมจึงได้ทดลองใช้โปรแกรมชนิดหนึ่ง  ชื่อว่า  Thai  Fast  Dict  ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นที่สามารถดาวโหลดฟรีจาก  App  store  ตอนแรกที่ผมโหลดมาก็คิดแค่จำเอาไว้แปลคำศัพท์เพียงอย่างเดียว  แต่ในทางกลับกันฟังค์ชันของมันมากมาย  มีคำสั้น  อักษร  คำที่มีความหมายเหมือนคำที่มีความหมายแตกต่าง  เสียง  และรูปภาพ
                ผมคิดว่าโปรแกรมนี้สามารถฝึกฝนการออกเสียงภาษาอังกฤษได้ดีเลยทีเดียว  และยังสามารถรู้คำศัพท์เพิ่มขึ้นอีกมากมาย  ผมใช้โปรแกรมนี้ผ่านทางสมาร์ทโฟนเกือบทุกวัน  และทุกครั้งที่ผมแปลผมจะกดให้ระบบออกเสียงและออกเสียงตาม  ผมเคยคิดว่ามันออกเสียงแบบผิดๆหรือดี  แต่จากการนำเสนองานในรายวิชาของอาจารย์ทิพวรรณ  ทองขุนดำ  ท่านบอกว่าผมออกเสียงได้ดี  ผมจึงคิดว่าโปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมที่ใช้ได้ดีเลยทีเดียว
                คำศัพท์ส่วนใหญ่ที่ผมหาจะเกี่ยวกับคำ  prefix,  suffixes  และ  root  โดยการลองเอา  root  ของคำ  แล้วเติม  prefix  หรือ  suffixes  ดูว่ามีความหมายหรือไม่มีความหมาย  และบอกหน้าที่ของคำศัพท์ว่าทำหน้าที่เป็นอะไร  และมีเกมเติมคำศัพท์ให้เราได้เล่นอีกด้วย  เป็นโปรแกรมที่มีความรู้และความสนุก
                การเรียนรู้ของคนเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาเชื่อมโยงในรายวิชาที่เรียนได้อีกด้วย  เมื่อเรามีสื่อมีแหล่งข้อมูลแหล่งความรู้อยู่กับตัว  อย่าใช้แบบไม่มีเหตุผล  แต่จงให้เกิดผลมากที่สุด  และอย่าปิดบังตนเอง  เปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ๆจะทำให้เราตามเทรนและเป็นคนที่ก้าวทันเทคโนโลยี  แต่อย่าให้เทคโนโลยีมาเป็นตัวกำหนดตัวเรา  แต่จงใช้ตัวเรากำหนดเทคโนโลยี 






learning log 5 ในห้องเรียน

Leaning  log  5  (ในห้องเรียน)
Adjective  clauses
1. I  was  fold  that  I  was  expelled  because  I  had  become  Muslim  and  the  school  was  only  for  Christian  denominations.
ผมบอกว่าผมถูกไล่ออกเพราะว่าผมกลายเป็นมุสลิมและโรงเรียนเป็นของผู้ที่นับถือศาสนาคริสเตียนเท่านั้น
2. We  need  our  own  stores  around  this  country,  So  that  we  can  distribute  products  regardlees  of  what  we  are  selling.
พวกเราจำเป็นต้องมีร้านรอบๆประเทศนี้  เพื่อให้เราสามารถจำหน่ายสินค้าโดยไม่คำนึงว่าเราจะขายอะไร
3. Upbeat  Dancer  is  a  reboot  of  the  original  hit  series  such  legendary  musicians  as  Stevie  Wonder,  The  Rolling  Stones,  The  Temptations,  and  many  others. 
จังหวะที่อันตราย  คือ  การรู้บทของต้นตำหรับตำนานนักดนตรี  เช่น  Stevie  Wonder,  The  Rolling  Stones  The  Temptation  และอีกมาย
4. Of  course,  to  do  that,  you  need  to  have  the  resources  to  pay  your  full  premium  upfront,  which  may  not  work  for  you.
แน่นอน,  จะทำอย่างนั้น,  คุณต้องมีเงินที่จะจ่ายค่าประกันล่วงหน้าในฤดูใบไม้ร่วง  ซึ่งคุณอาจจะไม่ทำงาน
5. Deen  Mohammed  High  School  in  Atlanta  and  native  of  New  Jersey,  an  Invitation  is  sent  out  to  all  who  have  been  touched  by  Imam  Mansoor  to  a  brunch  in  his  horer.
โรงเรียนมัธยม  Deen  Mohammed  ใน  แอตแลนต้า  และชาวพื้นเมื้องของนิวเจอร์ซีย์จะถูกส่งตัวออกไปทั้งหมด  ผู้ที่เคยคลุกคลี  โดย  ฮิหม่าม  Mansoor  เพื่อเป็นเกียรติแก่พวกเขา
Adjective  phrase
1. The  candy  was  dark  chocolate  brown.
ลูกอมสีน้ำตาลช็อกโกแลต
2. That  old  food  Tastes  awfully  bad.
อาหารที่เก่ารสชาติจะไม่ดีมากๆ
3. Something  in  the  corner  was  moving.
บางสิ่งในมุมถูกเคลื่อนย้าย
4. The  very  small  kitten  jumped  at  the  big  dog.
ลูกหมาตัวเล็กมากกระโดดเข้ามาหาสนัขตัวใหญ่
5. I  love  the  of  a  sweet  juicy  peach.
ฉันหลงรักรสชาติอันหวานฉ่ำของลูกพีช


learning log 4 นอกห้องเรียน

Learning  log  4  (นอกห้องเรียน)
เรื่อง  อยากเป็นนักแปลเริ่มต้นอย่างไร
                การจะเป็นคนที่เก่งภาษาอังกฤษเราจะต้องรู้คำศัพท์ให้มากๆ  และสามารถแปลความหมายของคำเหล่านั้นได้  แต่ละคนมีทักษะการแปลที่แตกต่างกันและใช้เครื่องมือแตกต่างกัน  เช่น  บางคนชอบใช้ดิกเชนรี,เครื่องมือ  It  หรือแม้แต่เว็บไซต์  เพื่อช่วยในการแปล  แต่ก็ช่วยได้แค่บางส่วน  การที่เราพยายามฝึกหัดการแปลภาษาด้วยตนเอง  จะทำให้เราเกิดทักษะมากมายในชีวิต  การจะเป็นคนแปลหรือนักแปลที่มีหลายประการ  เป็นลำดับเป็นขั้นตอน
                “ความรู้”  นักแปลจะต้องมีความรู้ทางด้านภาษาอยู่ในเกณฑ์ที่ดี  ถ้าภาษาต้นและภาษาทางจะสามารถตีความต้นฉบับได้เร็ว  หากคุณเป็นคนรักการอ่าน  และศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลาก็จะเป็นการเพิ่มทักษะการแปลให้แก่เรา  ความรู้ทางด้านภาษาจะต้องมาจากการฝึกฝน  การฝึกฝนจะต้องเก็บสะสมเป็นเวลานาน  จึงจะได้ผลดี
                “การฝึกฝน”  เมื่อนักแปลมีความรู้ทางด้านภาษาแล้ว  นักแปลจะต้องฝึกฝน  เปรียบเสมือนนักรบจะต้องฝึกซ้อมก่อนออกสนาม  การฝึกแปลไม่ใช่ฝึกอ่านแล้วคิดในใจ  แต่จะต้องฝึกอย่างจริงๆ  เขียนลงกระดาษเพื่อเป็นประสบการณ์จากการลงมือทำ  การฝึกหัดเปรียบเสมือนการหล่อหลอม  สิ่งที่ได้เรียนรู้เข้าด้วยกันจะทำให้บรรลุผล  การหัดแปลจะทำให้เรารู้จักป้องกันต่อปัญหาต่างๆได้ดี  เช่น  ไฟดับ,  คอมพิวเตอร์เสีย  เพราะบางครั้งในการแปลอาจจะต้องมีเครื่องมือมาเกี่ยวข้อง
                “เครื่องมือ”  ถ้าต้องการถามว่านักแปลใช้เครื่องมือใดในการแปล  ก็สามารถตอบได้เลยว่า  ในยุคนี้ไม่ค่อยมีนักแปลใช้เครื่องมือใดในการแปล  แต่จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการแปล  เช่น  คอมพิวเตอร์,เครื่องโทรสาร  เครื่องพิมพ์  ซอฟต์แวร์ต่างๆ  เพราะใช้งานได้สะดวกและสามารถแก้ไขได้ง่าย  ยิ่งปัจจุบัน  สื่อ  It  เข้ามามีบทบาทมากขึ้น  การแปลจึงง่ายแค่เอื้อมือ
                การที่เราจะแปลงานให้ได้คุณภาพ  เราก็จะต้องสำรวจจุดยืนของตัวเองว่าตัวเองมีความชอบความถนัดงานแปลประเภทใด  เช่น  งานแปลวรรณคดี,  งานแปลภาพยนตร์  งานแปลวิชาการ  เป็นต้น  เพราะไม่มีใครเชี่ยวชาญหมดทุกด้าน  ดังนั้นเราควรหาจุดยืนให้ชัดเจนก่อนว่าเราต้องการแปลด้านใด  และวางแผนงานให้รอบคอบ  ก่อนที่เราจะตัดสินใจเลือกแปลงานชนิดใดเราต้องรู้จักตัวเองว่าชอบอะไรถนัดอะไร  จะทำให้งานออกมาดีมีคุณภาพ
                ในการจะเป็นนักแปลไม่ใช่เรื่องง่าย  แต่ก็ไม่มีอะไรยากกว่าใจตัวเองที่อยากจะลองอยากจะทำ  แต่ละคนมีทักษะที่ต่างชอบต่างกัน  เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้ตัวเองว่าชอบอะไรถนัดอะไร  จากนั้นก็ทบทวนความรู้ความสามารถของตนแล้วทำการฝึกฝน  ภาษาอังกฤษยิ่งทดลองใช้มากยิ่งดี  เราจะจำและใช้ติดเป็นนิสัย  แต่ในการนำเสนองานหรือการทำงานเราจะต้องมีเครื่องมือเข้ามามีบทบาท  ยิ่งปัจจุบันยุค  IT  ระบาดและเป็นที่ยอมรับของสังคม  เขาก็จำเป็นต้องใช้ให้เป็น  ดังนั้นการที่จะเป็นนักแปลได้  ก็คือ  จะต้องมีความรู้  ฝึกฝนโดยใช้เครื่องมือ  แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด  คือ  รู้จักตนเอง  ว่าชอบอะไรถนัดอะไร














learning log 4 ในห้องเรียน

Learning  log  4  (ในห้องเรียน)
                ในการเริ่มเรียนรู้ภาษาอังกฤษของทุกคน  ผมเชื่อว่าทุกคนจะต้องเริ่มจากการท่อง  A-Z  ไม่ว่าจะเป็นการท่องแบบใด  แบบมีจังหวะหรืออาจจะไม่มีจังหวะ  แล้วแต่ความสามารถของแต่ละคน  ต่อมาก็เริ่มท่องคำศัพท์จากคำง่ายๆ  และถัดไปสู่คำที่มีความยากขึ้นไป  หลังจากทักษะการท่องแล้วก็เริ่มใช้ทักษะการเขียนจากการเขียนคำศัพท์ตามคำบอกของครูแล้วค่อยๆพัฒนาขึ้นมา  ในการทำแบบนี้เด็กจะได้ทั้งทักษะการฟังและทักษะการเขียนอีกด้วย  และเมื่อมีทักษะดังกล่าวแล้วก็จะต้องใช้คำที่มีมาสร้างเป็นคำประสมที่ง่ายๆ  เช่น  big  pig  หลังจากการเริ่มสร้างคำจากคำศัพท์ง่ายๆที่มีก็มาถึงขั้นของการสร้างประโยค
                ประโยค  คือ  เกิดจากการนำคำหลายๆคำมารวมเข้าด้วยกันให้เป็นระเบียบและมีความสัมพันธ์กัน  มีใจความที่สมบูรณ์  แสดงให้เห็นว่า  ใคร  ทำอะไร  ที่ไหน  อย่างไร  และการสร้างประโยคในภาษาอังกฤษ  ประโยคจะสอดคล้องกับเรื่องของ  tenses  และไปด้วยกัน  การแต่งประโยคในภาษาอังกฤษจะต้องขึ้นอยู่ว่าเขาจะแต่ง  หรือจะสื่อออกมามีความหมายที่เป็นอดีต  อนาคต  หรือปัจจุบัน  ขึ้นอยู่กับบริบทของเรา  ประโยคจะประกอบด้วย  2  ส่วน  คือ  ภาคประธานและภาคแสดง  และอาจมีส่วนขยายอื่นๆ  ประโยคแบ่งได้  4  ประเภทดังนี้ 
                ประเภทแรกของประโยค  คือ  simple  sentence  หรือประโยคความเดียว  ประโยคแบบที่เป็นประโยคทั่วๆไปง่ายๆไม่มีความซับซ้อนอะไรฟังแล้วเข้าใจได้เลย  และประโยคความเดียวอาจแบ่งออกเป็น  6  รูปแบบ  ได้แก่  ประโยคบอกเล่า  (He  is  a  man)  ประโยคปฏิเสธ  (I  don’t  drink  coffee.)  ประโยคคำถาม  (Have  you  got  a  pen?)  ประโยคคำถามเชิงปฏิเสธ  (Do  not  you  go  home.)  ประโยคขอร้องหรือบังคับ  (You  should  go  there!  หรือ  You  must  follow him)  และประโยคอุทาน  Oh , my  gosh!!  แต่การสร้างประโยคดังกล่าวขึ้นอยู่กับ  tenses 
                ประเภทที่สอง  คือ  compound  sentence  หรือประโยคอเนกัตกประโยค  ก็คือ  ประโยคที่ประกอบด้วยประโยคใจความเดียวสองประโยคมารวมกันโดยอาศัยตัวเชื่อมาเป็นแกนนำ  ตัวเชื่อมที่ใช้ก็จะมี  3  แบ  คือ  Co-ordinate  conjunction  ,  7  ตัว  คือ  (and  ใช้เชื่อมประโยคที่มีความหมายคล้อยตามกันหรือเพิ่มเติมความคิด),  or (ใช้เชื่อมประโยคที่ให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง),  nor  (ใช้เชื่อมประโยคที่มีความหมายคล้อยตามกันและเป็นประโยคปฏิเสธ),  but (ใช้เชื่อมประโยคที่มีความหมายขัดแย้งกัน,  so (ใช้เชื่อมประโยคที่เป็นเหตุเป็นผลกัน  โดยประโยคหน้า  so  จะเป็นเหตุ) ,  for (ใช้เชื่อมประโยคที่เป็นเหตุเป็นผลกันโดยหน้า  for  จะเป็นผล)  และ yet (ใช้เชื่อมประโยคที่ขัดแย้งกัน)
                การใช้  correlative  conjunction  เป็นตัวเชื่อม  ก็คือตัวเชื่อมที่เป็นคู่  ได้แก่  Either……or  (คือใช้เชื่อมประโยคที่ให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง  Neither…..nor  ใช้เชื่อมประโยคที่มีความหมายสอดคล้องกันเป็นประโยคปฏิเสธทั้งสองประโยค  Not  only…..but  also  ใช้เชื่อมประโยคที่มีความหมายสอดคล้องกัน  Both…..and  ใช้เชื่อมประโยคที่มีความหมายคล้อยตามกันและ และการใช้  conjunctive  adverb  moreover ,  besides,  furthermore  ใช้เชื่อมประโยคที่มีความหมายสอดคล้องกัน  otherwise ใช้เชื่อมประโยตที่ให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง  However , sill , nevertheless  ใช้เชื่อมประโยคที่ขัดแย้งกัน  thus,  therefore,  consequently,  hence,  accordingly  ใช้เชื่อมประโยคที่เป็นเหตุเป็นผลกัน
                ต่อมาก็คือ  complex  sentence  หรือ  สังกรประโยค  คือ  ประโยคที่มีเนื้อหาซ้อน  ประกอบขึ้นมาจากสองประโยค  ซึ่งมีความสำคัญไม่เท่ากัน  คือ  main clause  อ่านแล้วจะได้เนื้อความที่มีความสมบูรณ์ของตัวมันเอง  ส่วน  subordinate  clause  เป็นประโยคที่ต้องอาศัย  main  clause  จึงจะได้เนื้อหาที่สมบูรณ์  เช่น  This  is  the  house  that  Jack  bought  lost  year  ซึ่งประกอบด้วย  main  clause  :  This  is  the  house.  และ  subordinate  clause  that  Jack  bought  last year.  โดยจะใช้ตัวเชื่อมดังนี้  คือ  subordinate  conjunction  ได้แก่  if  as,  that,  because,  if  since,  before,  after  etc,  ใช้  telative  pronoun  เชื่อม  ได้แก่  who,  whom,  whose,  which  that,  as,  but,  what,  of  which  where  และ  relative  adverb  ได้แก่  when,  whenever,  where,  why,  wherever,  how
                และสุดท้ายก็คือ  compound-complex  sentence  คือ  ประโยคที่มีตั้งแต่สอง  independent  clauses  ขึ้นไปและมี  dependent  clauses  ตั้งแต่  หนึ่งขึ้นไป  ก็คือ  มีทั้งประโยค  compound  และ  complex  ปนกันอยู่  เช่น  Since  the  article  seems  to  sadist  your  needs,  we  are  enclosing  a  copy  and  we  hope  that  it  will  help  you  find  a  suitable  solution  to  your  problem.
                ส่วน  adjective  phrases  ประกอบด้วยคำคุณศัพท์  กับส่วนขยายคำคุณศัพท์  ซึ่งมีทั้งประเภทที่อยู่หน้าและอยู่หลังคำคุณศัพท์  เช่น  very  happy  (อยู่หน้า)  happy  to  see  you  (อยู่หลัง)  หน้าที่ของ  adjective  phrases  จะทำหน้าที่ขยายคำนาม  ,  เป็นตัวเสริมประธาน,  เป็นตัวเสริมกรรม,  ขยายคำสรรพนามโดยอยู่ข้างหลังคำสรรพนามที่ขยาย  ส่วนการทำ  adjective  clause  ให้เป็น  phrases  ที่มีประธาน  เช่น  which,  that,  who  ทำได้สองวิธีคือ  เอาประธานและกริยา  verb  to  be  ออกกับ  เอาประธานออกแล้วเปลี่ยนกริยาแท้ให้เป็น  -ing
 เช่น       The  books  which  are  lost,  are  not  really  necessary.  (Clause)
The  books  cost  are  not  really  necessary.  (phrase)
Something  that  smells  bad  may  be  rotten.  (clause)
Something  smelling  bad  may  be  totfen  (Phrase)
                ดังนั้นการเริ่มต้มภาษาอังกฤษคือการเริ่มจากสิ่งที่เป็นพื้นบานตั้งแต่เริ่มท่อง  A-Z  และค่อยๆพัฒนามาเรื่อยๆตามลำดับ  จะทำให้เราได้รับความรู้และประสบการณ์  หากเราเริ่มต้นจากยากเลยอาจทำให้เด็กรู้สึกเบื่อ  ไม่อยากเรียนรู้ภาษาอังกฤษ  ผมคิดว่าที่เด็กพูดว่า  ไม่ชอบภาษาอังกฤษและมีทัศนคติที่ไม่ดี  อาจะเป็นเพราะขาดการฝึกอบรมอย่างเป็นลำดับ  และครูจัดการเรียนรู้ได้ไม่ดีพอ  จะทำให้เด็กรู้สึกว่ายากและไม่ชอบภาษา






learning log 3 นอกห้องเรียน

Learning  log  3  (นอกห้องเรียน)
                จากการทำงานและการเรียนหนังสือ  บางครั้งอาจทำให้เรารู้สึกเหนื่อย  ดังนั้นเราจึงต้องหาวิธีการผ่อนคลายและคลายเครียด  คนเรามีวิธีการผ่อนคลายที่แตกต่างกัน  สำหรับตัวผมนิทานในวัยเด็กยังคงติดหูอยู่เลือนราง  ผมเป็นคนชอบดูหนัง  ดังนั้นการดูหนังจึงเป็นวิธีคลายเครียดสำหรับผมเป็นอย่างดี                                     ซินเดอเรลล่าเป็นนิทานที่เด็กเกือบทุกยุคได้ฟังจากผู้ปกครอง  ในปัจจุบันได้มีแบบหนังทำให้ดูง่ายและสะดวก  แต่การดูแบบธรรมดาก็ไม่เกิดทักษะอะไรมากนัก  ดังนั้นการดูหนังภาคภาษาอังกฤษ  และตัวหนังสือไทย  แล้วมีภาพเคลื่อนไหวจะทำให้เราได้เรียนรู้คำศัพท์  การเน้นคำและสำเนียงการพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น  และเข้าใจมากขึ้น  และด้วยเนื้อเรื่องที่น่าสนใจทำให้ซินเดอเรลล่าสามารถเป็นสิ่งที่ช่วยผ่อนคลายได้ไม่มากก็น้อย
                ซินเดอเรลล่าหรือชื่อเดิมว่า  เอลล่า  เป็นลูกสาวของเศรษฐีผู้มั่งมี  มารดาของเธอได้เสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเด็ก  จึงเป็นสาเหตุให้พ่อของเธอจำใจแต่งงานแม่หม้ายลูกติด  2  คน  เพราะอยากให้  เอลล่ามีแม่  หลังจากนั้นพ่อของเธอก็ต้องไปทำงาน  แล้วก็เสียชีวิตลง  ทำให้แม่เลี้ยงของเธอได้เผยธาตุแท้ออกมา  หล่อนกับลูกสาวได้ใช้งานเอลล่ายังกับคนใช้และใช้จ่ายทรัพย์สินเงินทองของเอลล่าอย่างฟุ่มเฟือย  และหล่อนทั้งสามได้เปลี่ยนชื่อของเอลล่าว่า  ซินเดอเรลล่า
                ซินเดอเรลล่ายอมทนทำงานอย่างขันแข็งจนกระทั่งวันหนึ่งมีจดหมายจากพระราชวัง  ให้สาวทุกคนทั่วราชอาณาจักรมางานเต้นรำในพระราชวัง  ที่แท้จริงพระราชาต้องการหาคู่ครองให้แก่พระโอรสของพระองค์  จึงใช้งานเต้นรำบังหน้า  เมื่อรู้ข่าวแม่เลี้ยงและลูกสาวของซินเดอเรลล่าก็พากันดีใจที่จะได้เต้นรำกับเจ้าชาย  เช่นเดียวกันซินเดอเรลล่า  เป็นความฝันของเธอว่า  อยากไปงานเต้นรำและเป็นอิสระจากการทำงานบ้าน  และเมื่อซินเดอเรลล่าไปขอแม่เลี้ยงของเธอบอกว่าจะไปร่วมงานด้วย  นางไม่อนุญาตและทำลายชุดไปงานของเธอพัง
                เธอเสียใจมากแล้วเดินไปร้องไห้คนเดียว  ทันใดนั้นนางฟ้าใจดีได้ปรากฏตัวขึ้นมาและบันดาลชุดที่สวยงาม  พร้อมพาหนะเดินทาง  แต่มีข้อแม้ว่าเวทมนต์จะอยู่ได้แค่เที่ยงคืน  หลังจากเวลาเที่ยงคืนทุกสิ่งจะเป็นปกติ  เธอได้ไปงานเต้นรำ  และยิ่งกว่าความฝัน  เธอได้เต้นรำกับเจ้าชาย  ทั้งสองคนตกหลุมรักกัน  โดยไม่รู้จักชื่อ  เมื่อเวลาถึงเที่ยงคืน  ซินเดอเรลล่าก็ได้หนีออกจากวังแล้วทำรองเท้าแก้วตกไว้ข้างหนึ่ง  เจ้าชายเก็บรองเท้าได้  จึงประกาศว่าจะแต่งงานกับเจ้าของรองเท้าคู่นี้
                เสนาบดีได้นำเอารองเท้าแก้วไปตามบ้านต่างๆที่มีผู้ไปร่วมงานในพระราชวังจนมาถึงบ้านของแม่เลี้ยง  เมื่อนางให้ลูกสาวสองคนลองใส่รองเท้าแล้ว  นางก็โกหกว่าไม่มีใครอีกแล้วในบ้าน  พร้อมทำลายรองเท้าอีกข้างที่เหลืออยู่ของซินเดอเรล่า  เมื่อเหล่าเสนาบดีเห็นซินเดอเรลล่าจึงให้นางลองใส่รองเท้า  นางใส่รองเท้าได้พอดี  ทำให้นางได้แต่งงานกับเจ้าชาย  และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
                จากนิทานเรื่องเล่าก่อนนอนที่ยงคงเป็นความทรงจำของเด็กๆหลายๆคน  เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี  เมื่อมีโอกาสได้ดูอีกครั้งทำให้เรานึกถึงความทรงจำเดมิๆ  จึงทำให้เรามีความสุข  การดูหนังจึงเป็นการคลายเครียดได้อีกวิธีหนึ่ง  และยังสามารถได้ความรู้  ได้ทักษะต่างๆที่จะใช้ในชีวิต  เพื่อทำให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเอง  สำหรับคนอื่นอาจคิดว่าการดูหนังดูนิทานไม่สามารถคลายเครียดได้  แต่สำหรับผม  ผมอยากให้ทุกคนลองดูวิธีที่ผมใช้  ได้ทั้งความผ่อนคลายและได้ความรู้