วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2558

learning log 3 นอกห้องเรียน

Learning  log  3  (นอกห้องเรียน)
                จากการทำงานและการเรียนหนังสือ  บางครั้งอาจทำให้เรารู้สึกเหนื่อย  ดังนั้นเราจึงต้องหาวิธีการผ่อนคลายและคลายเครียด  คนเรามีวิธีการผ่อนคลายที่แตกต่างกัน  สำหรับตัวผมนิทานในวัยเด็กยังคงติดหูอยู่เลือนราง  ผมเป็นคนชอบดูหนัง  ดังนั้นการดูหนังจึงเป็นวิธีคลายเครียดสำหรับผมเป็นอย่างดี                                     ซินเดอเรลล่าเป็นนิทานที่เด็กเกือบทุกยุคได้ฟังจากผู้ปกครอง  ในปัจจุบันได้มีแบบหนังทำให้ดูง่ายและสะดวก  แต่การดูแบบธรรมดาก็ไม่เกิดทักษะอะไรมากนัก  ดังนั้นการดูหนังภาคภาษาอังกฤษ  และตัวหนังสือไทย  แล้วมีภาพเคลื่อนไหวจะทำให้เราได้เรียนรู้คำศัพท์  การเน้นคำและสำเนียงการพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น  และเข้าใจมากขึ้น  และด้วยเนื้อเรื่องที่น่าสนใจทำให้ซินเดอเรลล่าสามารถเป็นสิ่งที่ช่วยผ่อนคลายได้ไม่มากก็น้อย
                ซินเดอเรลล่าหรือชื่อเดิมว่า  เอลล่า  เป็นลูกสาวของเศรษฐีผู้มั่งมี  มารดาของเธอได้เสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเด็ก  จึงเป็นสาเหตุให้พ่อของเธอจำใจแต่งงานแม่หม้ายลูกติด  2  คน  เพราะอยากให้  เอลล่ามีแม่  หลังจากนั้นพ่อของเธอก็ต้องไปทำงาน  แล้วก็เสียชีวิตลง  ทำให้แม่เลี้ยงของเธอได้เผยธาตุแท้ออกมา  หล่อนกับลูกสาวได้ใช้งานเอลล่ายังกับคนใช้และใช้จ่ายทรัพย์สินเงินทองของเอลล่าอย่างฟุ่มเฟือย  และหล่อนทั้งสามได้เปลี่ยนชื่อของเอลล่าว่า  ซินเดอเรลล่า
                ซินเดอเรลล่ายอมทนทำงานอย่างขันแข็งจนกระทั่งวันหนึ่งมีจดหมายจากพระราชวัง  ให้สาวทุกคนทั่วราชอาณาจักรมางานเต้นรำในพระราชวัง  ที่แท้จริงพระราชาต้องการหาคู่ครองให้แก่พระโอรสของพระองค์  จึงใช้งานเต้นรำบังหน้า  เมื่อรู้ข่าวแม่เลี้ยงและลูกสาวของซินเดอเรลล่าก็พากันดีใจที่จะได้เต้นรำกับเจ้าชาย  เช่นเดียวกันซินเดอเรลล่า  เป็นความฝันของเธอว่า  อยากไปงานเต้นรำและเป็นอิสระจากการทำงานบ้าน  และเมื่อซินเดอเรลล่าไปขอแม่เลี้ยงของเธอบอกว่าจะไปร่วมงานด้วย  นางไม่อนุญาตและทำลายชุดไปงานของเธอพัง
                เธอเสียใจมากแล้วเดินไปร้องไห้คนเดียว  ทันใดนั้นนางฟ้าใจดีได้ปรากฏตัวขึ้นมาและบันดาลชุดที่สวยงาม  พร้อมพาหนะเดินทาง  แต่มีข้อแม้ว่าเวทมนต์จะอยู่ได้แค่เที่ยงคืน  หลังจากเวลาเที่ยงคืนทุกสิ่งจะเป็นปกติ  เธอได้ไปงานเต้นรำ  และยิ่งกว่าความฝัน  เธอได้เต้นรำกับเจ้าชาย  ทั้งสองคนตกหลุมรักกัน  โดยไม่รู้จักชื่อ  เมื่อเวลาถึงเที่ยงคืน  ซินเดอเรลล่าก็ได้หนีออกจากวังแล้วทำรองเท้าแก้วตกไว้ข้างหนึ่ง  เจ้าชายเก็บรองเท้าได้  จึงประกาศว่าจะแต่งงานกับเจ้าของรองเท้าคู่นี้
                เสนาบดีได้นำเอารองเท้าแก้วไปตามบ้านต่างๆที่มีผู้ไปร่วมงานในพระราชวังจนมาถึงบ้านของแม่เลี้ยง  เมื่อนางให้ลูกสาวสองคนลองใส่รองเท้าแล้ว  นางก็โกหกว่าไม่มีใครอีกแล้วในบ้าน  พร้อมทำลายรองเท้าอีกข้างที่เหลืออยู่ของซินเดอเรล่า  เมื่อเหล่าเสนาบดีเห็นซินเดอเรลล่าจึงให้นางลองใส่รองเท้า  นางใส่รองเท้าได้พอดี  ทำให้นางได้แต่งงานกับเจ้าชาย  และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
                จากนิทานเรื่องเล่าก่อนนอนที่ยงคงเป็นความทรงจำของเด็กๆหลายๆคน  เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี  เมื่อมีโอกาสได้ดูอีกครั้งทำให้เรานึกถึงความทรงจำเดมิๆ  จึงทำให้เรามีความสุข  การดูหนังจึงเป็นการคลายเครียดได้อีกวิธีหนึ่ง  และยังสามารถได้ความรู้  ได้ทักษะต่างๆที่จะใช้ในชีวิต  เพื่อทำให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเอง  สำหรับคนอื่นอาจคิดว่าการดูหนังดูนิทานไม่สามารถคลายเครียดได้  แต่สำหรับผม  ผมอยากให้ทุกคนลองดูวิธีที่ผมใช้  ได้ทั้งความผ่อนคลายและได้ความรู้


learning log 3 ในห้องเรียน

Learning  log  3  (ในคาบเรียน)
                คนในปัจจุบันใช้ภาษาอังกฤษแบบพอเข้าใจ  โดยใช้ภาษาง่ายๆ  แต่ในบางครั้งอาจสื่อสานได้ไม่ค่อยดีนัก  การที่เราต้องการจะสื่อความให้ได้ความหมายอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ตามคำพูดที่ผู้พูดต้องการจะสื่อ  lenses  หรือกาล  จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง  ซึ่งการจะเป็นคำกริยาในประโยคภาษาอังกฤษจะบอกการกระทำของเราว่าสิ่งที่เรากระทำหรือประสบเกิดขึ้นแล้ว  หรือกำลังเกิดขึ้นหรือจะเกิดขึ้นในอดีตหรือดำเนินต่อเนื่องมาอย่างไร  ประโยคในภาษาอังกฤษจะใช้กาลที่แตกต่างกัน  ซึ่งแตกต่างจากภาษาไทยที่ไม่มีกาล  ซึ่งจะมีทั้งหมด  12  กาล
                ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต  เรียกว่า  past  tenses  ประกอบด้วย  4  tenses  คือ  past  simple  tense  คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วและจบลงไปแล้วในอดีต  past  continuous  tense  คือเหตุการณ์  2  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต  แต่ไม่พร้อมกัน  past  perfect  tense  คือเหตุการณ์  2  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต  แต่ไม่พร้อมกัน  เหตุการณ์หนึ่งจะต้องจบไป  เหตุการณ์ใหม่จึงจะเกิดขึ้น  และสุดท้าย  คือ  past  perfect  continuous  tense  คือ  เหตุการณ์  2  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและได้จบลงไปแล้ว  โดยจะต้องย้ำความต่อเนื่องของการกระทำว่ากระทำสิ่งหนึ่งและได้ทำต่อเนื่องไปจนถึงอีกการกระทำหนึ่งโดยไม่หยุด  จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้วในอดีตก็ได้ดำเนินมายังปัจจุบัน
                เหตุการณ์ในปัจจุบันก็จะเรียกว่า  present  tenses  ประกอบด้วย  4  tenses  คือ  present  simple  tense  ซึ่งอาจเป็น  tense  ที่จะใช้บ่อยมาก  คือ  การกล่าวเหตุการณ์ที่เราได้กระทำลงไป  ณ  ปัจจุบัน  ใช้กับเหตุการณ์ความจริงของธรรมชาติ  และอาจรวมถึงการกระทำที่คิดว่าจะทำในอนาคตอันใกล้  แต่ต้องใช้กริยาวิเศษมาร่วมด้วย  present  continuous  tense  คือ  จะใช้กับเหตุการณ์ที่เรากำลังกระทำอยู่ในขณะที่พูดหรือเหตุการณ์ที่กำลังจะกระทำในอนาคตอย่างแน่ชัด  present  perfect  tense  คือ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตและได้ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน  หรืออาจจะเกิดต่อไปในอนาคต  หรืออาจเป็นเหตุการณ์ที่เราประทับใจอยู่ที่เพิ่งจบไป  present  perfect  continuous  tense  ที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและดำเนินมาถึงปัจจุบัน  และเน้นว่าจะดำเนินต่อไปแน่นอนในอนาคต  จากเหตุการณ์ในปัจจุบันแล้วก็คือ  เหตุการณ์การคาดว่าจะมีต่อไป  คือ  ในอนาคต
                เหตุการณ์ในอนาคตเราเรียกว่า  Future  tenses  ซึ่งจะประกอบไปด้วย  4  tense  คือ  ten  future  simple  tense  คือ  เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  จะใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดกับธรรมชาติหรือจงใจก็ได้  อาจจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้  future  continuous  tense  คือ  จะใช้กับเหตุการณ์  2  เหตุการณ์ในอนาคตที่เราคิดว่าตอนนั้นเราจะต้องกำลังทำอะไรอยู่แต่ต้องกำหนดเวลาที่แน่นอน  เหตุการณ์ที่เกิดก่อนจะใช้  future  continuous  tense  เหตุการณ์ที่เกิดหลังจะใช้  present  Simple  tense  future  perfect  tense  ใช้กับเหตุการณ์  2  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอนาคตและจะเกิดขึ้นในเวลาใดเวลาหนึ่ง  โดยจะมีคำว่า  by  นำหน้ากลุ่มคำบอกเวลาพร้อมกันในอนาคตและจะเกิดขึ้นในเวลาใดเวลาหนึ่ง  โดยจะมีคำว่า  by  นำหน้ากลุ่มคำบอกเวลาและ  future  perfect  continuous  tense  ก็คือเหตุการณ์  2  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอนาคต  แต่ต้องการเน้นว่าเหตุการณ์แรกได้กระทำมาตลอดจนถึงเหตุการณ์เป็นจริง
                จากข้อมูลข้างต้นจึงถือว่า  tense  มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการใช้แต่งประโยค  แต่ละแบบเพื่อสามารถสื่อสารได้อย่างชัดเจนมากขึ้น  เป็นการบอกถึงจุดประสงค์หรือการกระทำของเราว่ากระทำอย่างไรแบบไหน  และช่วงใดเวลาใด  จะเป็นอดีตปัจจุบัน  หรืออนาคตก็แล้วแต่  สำหรับคนไทยการเลือกใช้  tense  ให้ถูกต้องเหมาะสมอาจจะยังเป็นการยาก  เพราะรูปแบบของกริยาและประโยคของไทยยังแตกต่างกับภาษาอังกฤษ  แต่ภาษาไทยจะบอกเวลาชัดเจนว่า  วันไหน  เวลาใด  ช่วงใด  ซึ่งข้อแตกต่างจากภาษาอังกฤษ  จำเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในอดีต  ปัจจุบัน  อนาคต  และจะต้องเปลี่ยนแบบประโยคและเปลี่ยนรูปกริยาอยู่ตลอด  ดังนั้นคนไทยจึงใช้  tense  ผิดบ่อย  และจะใช้  present  simple  tense  ในการพูดมากไม่ว่าจะเกิดแล้วหรือยังไม่เกิด  ใช้พอสื่อสารกันได้ก็เป็นพอ




learning log 2 นอกห้องเรียน

learning log 2 ในห้องเรียน

learning log 1 ในและนอกห้องเรียน

Learning  log  1 ( ในห้องเรียน )
สิ่งที่ได้เรียนรู้
            การเรียนคือการสร้างองค์ความรู้ให้แก่ตนเองซึ่งจะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตในอนาคตโดยการทำงานของเราการเรียนมิได้ขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียนเพียงอย่างเดียวมีครูเข้ามามีบทบาทด้วย และครูจะต้องรู้ว่าเด็กอยู่ในระดับใดเพื่อจะได้จัดแผนการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม
            I +1 = comprehensible input คือครูจะต้องรู้ว่าเด็กมีความรู้พื้นฐานอยู่ในขั้นใดและจะต้องจัดการศึกษาให้เด็กยากกว่านั้น เด็กจึงจะเกิดการเรียนรู้อย่างเข้าใจ หลักในการแปลการแปลจะต้องถอดใจความอย่างสมบูรณ์ และมีความกะทัดรัด และผู้แปลจะต้องรู้ภาษาเป็นอย่างดี จึงจะทำให้งานแปลมีคุณภาพ
            ดังนั้นการเรียนที่จะทำให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จ คือการร่วมมือระหว่างครูและผู้เรียนโดยครูจะต้องรู้ระดับความสามารถของเด็กจึงจะจัดการเรียนรู้ได้ และหลักในการแปล ผู้แปลที่ดีต้องรู้ภาษาเป็นอย่างดีและอย่างกะทัดรัดสมบูรณ์


 Learning  log  1 ( นอกห้องเรียน )
การเรียนรู้มิได้มีเพียงแต่ในห้องเรียนแต่เราสามารถศึกษาได้ทุกที่ทุกเวลาโดยเฉพาะในปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตมากขึ้น ทำให้เรามีแหล่งเรียนรู้ที่มากขึ้น โดยเฉพาะการเรียนรู้ผ่านเสียงเพลง บทเพลงมิได้ฟังแค่ความเพลิดเพลินแต่ฟังแล้วจะได้อะไรหลายอย่างอย่างที่คิดไม่ถึง
จากการที่ผมได้นั่งฟังเพลงภาษาอังกฤษที่มี lyric  เราสามารถเรียนรู้คำศัพท์จากบทเพลงที่เราฟังได้ walk away (Dia Frampton) มีศัพท์หลายคำที่เราไม่รู้ เช่น
Atmosphere = อากาศ บรรยากาศ
Grenade= ลูกระเบิด
Screwed=  เมา
Souvenir=  ของฝาก ของที่ระลึก
เราจึงต้องหาความหมายของคำทำให้เรารู้เพิ่มมากขึ้น
            ดังนั้นการฟังเพลงก็คือการเรียนรู้อีกแบบหนึ่งนอกเหนือจากการฟังเพื่อความเพลิดเพลินแล้ว เรายังได้คำศัพท์ใหม่เพิ่มขึ้นอีก และเป็นการเรียนรู้ที่ง่าย สะดวกรวดเร็วและเราสามารถดูได้ทุกที่โดยใช้สื่อ. IT

learning log 1 ในห้องเรียน

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ความแตกต่างทางโครงสร้างของภาษาไทยกับภาษาอังกฤษที่มีผลต่อการแปล


ความแตกต่างทางโครงสร้างของภาษาไทยกับภาษาอังกฤษที่มีผลต่อการแปล
                Structure หรือ โครงสร้างที่สำคัญมากสำหรับการเรียนรู้ภาษาหรือการใช้ภาษา   เราพูดเป็นประโยคที่มีใจความสมบูรณ์และสื่อสารกันรู้เรื่องเพราะเรารู้และเข้าใจโครงสร้างของภาษา  ถ้าเราไม่รู้หรือเข้าใจโครงสร้างของภาษานั้น  เราก็จะล้มเหลวในการสื่อสารคอฟังหรืออ่านไม่เข้าใจและพูดหรือเขียนให้คนอื่นเข้าใจไม่ได้  ปัญหาทางโครงสร้างนักแปลคนใดก็ตามที่ถึงแม้จะรู้ศัพท์และคำในประโยคหากไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของศัพท์เหล่านั้นก็มีโอกาสล้มเหลวได้เพราะอาจตีความผิดหรือถ่ายทอดเป็นภาษาเป้าหมายผิด
1.       ชนิดของคำและประเภททางไวยากรณ์ที่สำคัญ
ชนิดของคำ (Parts of speech) เป็นสิ่งสำคัญในโครงสร้าง เพราะเมื่อเราสร้างประโยคเราต้องนำคำมาเรียงร้อยกันให้เกิดความหมายที่ต้องการสื่อสารประโยคจะถูกไวยากรณ์เมื่อเราใช้ชนิดของคำตรงกับหน้าที่ทางไวยากรณ์
         ประเภททางไวยากรณ์ (grammatical category) หมายถึงลักษณะสำคัญในไวยากรณ์ของภาษาใดภาษาหนึ่ง ซึ่งมักสัมพันธ์กับชนิดของคำ
1.1    คำนาม
เมื่อเปรียบเทียบคำนามในภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ พบว่าประเภททางไวยากรณ์ที่เป็นลักษณะที่ไม่สำคัญหรือลักษณะที่มีตัวบ่งชี้ ในภาษาอังกฤษแต่เป็นลักษณะที่ไม่สำคัญหรือไม่ตัวบ่งชี้ในภาษาไทย
1.1.1           บุรุษ(person)
 เป็นประเภททางไวยากรณ์ที่บ่งบอกว่าคำนามหรือสรรพนามที่นำมาใช้ในประโยคหมายถึงผู้พูด (บุรุษที่1) ผู้ถูกพูดด้วย(บุรุษที่2)หรือถูกพูดถึง(บุรุษที่3) 
1.1.2           พจน์ (Number) 
 เป็นประเภททางไวยากรณ์ที่บ่งบอกจำนวนว่าเป็นจำนวนเพียงหนึ่งหรือจำนวนมากกว่าหนึ่งภาษาอังกฤษมีการบ่งชี้พจน์โดยใช้ตัวกำหนด (determiner ) ที่ต่างกัน เช่นใช้ a/an นำหน้านามเอกพจน์ แลแสดงพหูพจน์โดนการเติมหน่วยคำศัพท์ –s แต่ในภาษาไทยไม่มีการบ่งชี้เช่นนั้น
1.1.3           การก(case)  
คือประเภททางไวยากรณ์ของคำนามที่บ่งบอกคำนามนั้นเล่นบทบาทอะไรสัมพันธ์กับคำในประโยคอย่างไรในภาษาอังกฤษการกในคำนามมักแสดงโดยการเรียงคำ ในภาษาไทยไม่มีการเติมหน่วยท้ายคำแต่ใช้การเรียงคำเหมือนกับการกประธานและการกกรรมในภาษาอังกฤษ ส่วนการกเจ้าในภาษาไทยมีการเรียงคำจากภาษาอังกฤษ เช่น หนังสือครู ไม่ใช่ ครูหนังสือ
1.1.4           นามนับได้กับนามนับไม่ได้ (countable and uncountable nouns) 
 คำนามในภาษาอังกฤษต่างจากภาษาไทยในเรื่องการแบ่งเป็นนามนับได้และนามนับไม่ได้ผู้พูดภาษาอังกฤษทุกคนแยกความแตกต่างระหว่างคำนาม ความแตกต่างดังกล่าวแสดงโดยการใช้ตัวกำหนด a/an กับนามนับได้ที่เป็นเอกพจน์ และเติม –s กับนามที่เป็นพหูพจน์ ส่วนนามที่นับไม่ได้ไม่ต้องใช้ a/an และไม่ต้องเติม –s ในภาษาไทยคำนามทุกคำนับได้เพราะมีลักษณะนามบอก
1.1.5           คำชี้เฉพาะ (definiteness)  
ประเภททางไวยากรณ์อีกประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญในภาษาอังกฤษ แต่ไม่สำคัญในภาษาไทย ได้แก่การแยกความแตกต่างระหว่างนามชี้เฉพาะกับนามไม่ชี้เฉพาะ การแยกความแตกต่างระหว่างชี้เฉพาะกับไม่ชี้เฉพาะนี้ไม่มีในภาษาไทย ดั่งนั้นเวลาคนไทยแปลภาษาอังกฤษจึงต้องระวังเป็นพิเศษ
1.2  คำกริยา
 เป็นหัวใจสำคัญของประโยค มีความซับซ้อนและมีไวยากรณ์มาเกี่ยวข้องหลายประเภท มีการแยกความแตกต่างระหว่างกริยาแท้กับกริยาไม่แท้
1.1.1           กาล (tense)
 แสดงว่าเป็นเวลาในอดีตหรือไม่ใช่อดีต ผู้พูดภาษาอังกฤษไม่สามารถใช้คำกริยาโดยขาดการบ่งชี้กาล เพราะเขาสามารถแยกความแตกต่างระหว่างอดีตกับไม่ใช่อดีต
1.1.2           การณ์ลักษณะ (aspect) 
หมายถึงลักษณะของการกระทำหรือเหตุการณ์การเสร็จสิ้นของการกระทำ การณ์ลักษณะในภาษาอังกฤษจะผูกติดกับกาลเสมอ
1.1.3           มาลา (mood)
 เป็นประเภททางไวยากรณ์ที่ใช้กับคำกริยา มีหน้าที่แสดงว่าผู้พูดมีทัศนคติต่อเหตุการณ์หรือเรื่องที่พูดอย่างไรในภาษาไทยคำกริยาไม่มีการแสดงมาลาแต่ในภาษาอังกฤษมีมาลาในภาษาอังกฤษแสดงโดยการเปลี่ยนรูปคำกริยา หรืออาจแสดงโดยคำช่วยกริยา ในภาษาไทยแสดงโดยกริยาช่วยหรือวิเศษณ์เท่านั้น ไม่ได้แสดงโดยการเปลี่ยนรูปกริยา
1.1.4           วาจก(voice)
 เป็นประเภททางไวยากรณ์ที่บ่งชี้ความสัมพันธ์ระหว่างประธานกับการกระทำที่แสดงโดยคำกริยา ว่าประธานเป็นผู้กระทำ (กรรตุวาจก) หรือถูกกระทำ (กรรมวาจก) ในภาษาอังกฤษมีกริยาเป็นกรรตุวาจก
ในภาษาไทย คำกริยาไม่มีการเปลี่ยนรูปในตัวของมันเพื่อแสดงกรรตุวาจกหรือกรรมวาจก
1.1.5           กริยาแท้กับกริยาไม่แท้ (finite vs.non-finite) 
คำกริยาในภาษาอังกฤษต่างจากภาษาไทยมากในเรื่องการแยกกริยาแท้ออกจากกริยาไม่แท้ได้เพียงตัวเดียวเท่านั้น ซึ่งมีรูปแบบที่เห็นชัดจากการที่ต้องลงเครื่องหมายเพื่อบ่งชี้ประเภทของไวยากรณ์เช่น มาลา กาล วาจก ส่วนกริยาอื่นในประโยคแสดงให้เห็นชัดว่าไม่ใช่กริยาแท้ ในภาษาไทยไม่มีความแตกต่างระหว่างกริยาแท้กับกริยาไม่แท้ คือกริยาทุกตัวในประโยคไม่มีการแสดงรูปที่ต่างกัน เราจะระบุได้ทันทีว่าตัวไหนเป็นกริยาแท้ไม่แท้ ในการแปลอังกฤษเป็นไทยผู้แปลจำเป็นต้องขึ้นประโยคใหม่ คือทำกริยาไม่แท้ให้เป็นกริยาแท้ ของประโยคใหม่
1.2          ชนิดของคำประเภทอื่น
ชนิดของคำประเภทอื่นนอกจากคำนามกับคำกริยามีความซับซ้อนน้อยกว่านามและกริยาและไม่ก่อให้เกิดปัญหาในการแปลมากเท่านามกับกริยา นอกจากนั้น คำบุพบทในภาษาอังกฤษสามารถห้อยท้ายวลีหรือประโยคได้ แต่ภาษาไทยไม่มีโครงสร้างแบบนี้ คำ adjective ในภาษาอังกฤษก็อาจเป็นปัญหาสำหรับคนไทย เพราะต้องใช้กับ verb to be เมื่อทำหน้าที่เป็นภาคแสดงของประโยค เช่น He is clever. The bag is heavy. ในภาษาไทยไม่มีโครงสร้างแบบนี้เพราะใช้กริยาทั้งหมด เช่น เขาฉลาด ที่กล่าวมาแล้วเป็นการแสดงให้เห็นว่าภาษาอังกฤษและภาษาไทยมีความแตกต่างกันเรื่องชนิดของคำและประเภททางไวยากรณ์ที่สำคัญหลายประการซึ่งถ้าผู้แปลมีความเข้าใจก็จะช่วยให้การแปลทำได้ง่ายขึ้น
2. หน่วยสร้างที่ต่างกันในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
หน่วยสร้าง (construction) หมายถึงหน่วยทางภาษาที่มีโครงสร้าง เมื่อเปรียบเทียบหน่วยสร้างในภาษาไทยและภาษาอังกฤษพบว่ามีหน่วยสร้างที่แตกต่างกัน
2.1 หน่วยสร้างนามวลี : ตัวกำหนด (Determiner)+นาม (อังกฤษ) vs. นาม (ไทย)
นามวลีในภาษาอังกฤษต้องมีตัวกำหนด (Determiner) อยู่หน้านามเสมอถ้าคำนามนั้นเป็นนามนับได้และเป็นเอกพจน์ (ยกเว้นนามที่เป็นชื่อเฉพาะและสรรพนาม)
2.2 หน่วยสร้างนามวลี : ส่วนขยาย+ส่วนหลัก(อังกฤษ) vs. ส่วนหลัก+ส่วนขยาย(ไทย)
ในหน่วยสร้างนามวลี ภาษาอังกฤษวางส่วนขยายไว้หน้าส่วนหลัก ส่วนภาษาไทยตรงข้ามเวลาแปลจากอังกฤษเป็นไทย ถ้าส่วนขยายไม่ยาวเราเพียงแต่ย้ายที่ส่วนขยายจากหน้าไปหลังก็ใช้ได้
2.3 หน่วยสร้างกรรมวาจก (passive construtions)
ดังที่ได้แสดงให้เห็นความแตกต่างเรื่องวาจก (voice) ในภาษาไทยกับภาษาอังกฤษแล้วผู้แปลจึงไม่จำเป็นต้องถ่ายทอดหน่วยสร้างกรรมวาจกภาษาอังกฤษเป็นหน่วยสร้างกรรมวาจกภาษาไทยเสมอไป ในภาษาอังกฤษหน่วยสร้างกรรมวาจกมีรูปแบบเด่นชัดและมีแบบเดียวคือ ประธาน/ผู้รับการกระทำ+กริยา verb to be + past participle+(by+นามวลี/ผู้กระทำ)
2.4 หน่วยสร้างประโยคเน้น subject (อังกฤษ) กับประโยคเน้น topic (ไทย)
ภาษาไทยได้ชื่อว่าเป็นภาษาเน้น topic (topic-oriented language) ตรงข้ามกับภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาเน้น subject (subject-oriented language)
2.5 หน่วยสร้างกริยาเรียงในภาษาไทย (serial verb construction)
หน่วยสร้างในภาษไทยที่ไม่มีในภาษาอังกฤษและมักเป็นปัญหาในการแปลได้แก่ หน่วยสร้างกริยาเรียง ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ประกอบด้วยกริยาตั้งแต่สองคำขึ้นไปเรียงต่อกันโดยไม่มีอะไรคั่นกลางยกเว้นกรรมของกริยาที่มาข้างหน้า
3. สรุป
3.1 เรื่องชนิดของคำ (ปัญหาเกิดจากการที่ภาษาหนึ่งมีชนิดของคำบางประเภทแต่อีกภาษาไม่มี)
ภาษาไทยมีชนิดของคำทุกประเภทเหมือนภาษาอังกฤษ ยกเว้นคุณศัพท์ และมีชนิดที่ไม่มีในภาษาอังกฤษได้ลักษณนาม และ คำลงท้าย
3.2 เรื่องประเภททางไวยากรณ์
สำหรับคำนามภาษาไทยไม่มีการบ่งชี้ บุรุษ พจน์ การก นับได้-นับไม่ได้ ชี้เฉพาะ แต่ภาษาอังกฤษมีการบ่งชี้ที่ชัดเจน สำหรับกริยาภาษาไทยไม่มีการบ่งชี้ กาล มาลา วาจก กริยาแท้-ไม่แท้ แต่ภาษาอังกฤษมีการบ่งชี้ที่ชัดเจน
3.3 เรื่องหน่วยสร้างหรือรูปประโยค
นามวลี นามวลีในภาษาอังกฤษมีตัวกำหนดแบบบังคับ แต่ในภาษาไทยตัวกำหนดจะมีหรือไม่มีก็ได้
การวางส่วนขยายในนามวลี มีความแตกต่างอย่างตรงกันข้ามระหว่างภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ  หน่วยสร้างกรรมวาจก ภาษาอังกฤษมีรูปแบบชัดเจนแต่ในภาษาไทยมีหลายรูปแบบและไม่จำเป้นที่จะต้องแปลหน่วยสร้างกรรมวาจกภาษาอังกฤษเป็นกรรมวาจกภาษาไทยเสมอไป  ประโยคเน้นประธานและประโยคเน้นเรื่อง(subject vs. topic) ปรโยคในภาษาอังกฤษต้องมีประธานเสมอ แต่ประโยคในภาษาไทยไม่จำเป็นต้องมีประธาน และประโยคส่วนมากมักขึ้นต้นด้วยเรื่อง  หน่วยสร้างกริยาเรื่อง มีในภาษาไทยแต่ไม่มีในภาษาอังกฤษ
ข้อสรุปท้ายสุดคือหากผู้แปลตระหนักในความสำคัญของความแตกต่างทางโครงสร้างในภาษาไทยและภาษาอังกฤษดังแสดงมาข้างต้น ผู้แปลจะมีปัญหาในการแปลน้อยลง และผลงานที่แปลจะใกล้เคียงกับลักษณะภาษาแม่ในภาษาเป้าหมายมากที่สุด